วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555
หลักการศึกษาทางไกล
หลักการศึกษาทางไกล
การศึกษาทางไกล( Distance Education) หมายถึงระบบการศึกษาที่ผู้เรียนและผู้สอนอยู่ใกล้กันแต่สามารถทำให้เกิดการเรียนรู้ได้โดยอาศัยสื่อการสอนในลักษณะของสื่อประสมโดยการใช้สื่อต่างๆร่วมกัน อาทิเช่น ตำราเรียน เทปเสียง แผนภูมิ หรือโดยการใช้อุปกรณ์ โทรคมนาคมและสื่อมวลชนประเภทวิทยุและโทรทัศน์มาช่วยในการแพร่กระจายการศึกษาไปยังผู้ที่ปรารถนาจะเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวางทั่วทุกท้องถิ่น
หลักการของการศึกษาทางไกล
การศึกษาทางไกลเป็นระบบการศึกษาที่ยึดหลักการในเรื่องต่างๆดังนี้
การศึกษาตลอดชีวิต ซึ่งถือเสมือนว่าการศึกษาเป็นปัจจัยที่ห้าของการดำรงชีพจึงสมควรใช้การศึกษาเป็นปัจจัยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยไม่จำเป็นต้องแยกชีวิตออกจาการเรียนออกจากชีวิตการทำงาน การศึกษาจึงน่าจะเป็นกระบวนการที่สอดแทรกอยู่ได้ในวิถีการดำเนินชีวิตปกติผู้ที่สนใจสามารถเรียนเมื่อไรก็ได้โดยคำนึงถึงความพร้อม ความถนัด ความต้องการและความสนใจ โดยไม่จำเป็นต้องเรียนเพื่อเป็นอาชีพการงาน
การให้โอกาสเท่าเทียมกันทางการศึกษา เป็นทางเลือกและทางออกไปสู่อุดมคติในการแก้ปัญหาเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นการกระจายและขยายโอกาสให้ผู้ที่ต้องละทิ้งการศึกษาก่อนจบหลักสูตรหรือผู้ที่ไม่มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนและผู้ที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมได้มีโอกาสได้ศึกษาต่อเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการศึกษาตลอดชีวิต
ส่งเสริมการศึกษามวลชน เป็นการให้ดารศึกษาแก่มวลชนในระดับต่างๆโดยการใช้สื่อมวลชนหรือสื่ออื่นๆร่วมกันในรูปของสื่อหลายแบบรวมทั้งการใช้สื่ออุปกรณ์โทรคมนาคมประเภทต่างๆด้วย
ลักษณะสำคัญของการศึกษาทางไกล
ระบบการศึกษาทางไกล มีลักษณะของการจัดการศึกษาที่ต่างไปจากระบบการเรียนการสอนโดยปกติ ซึ่งอาจจะสรุปลักษณะที่สำคัญของระบบการศึกษาทางไกลได้ดังนี้
1. ผู้เรียนผู้สอนไม่อยู่ประจันหน้ากัน เนื่องจากผู้เรียนไม่สามารถมาเข้าชั้นเรียน โดยปกติได้ดังนั้น ผู้เรียนจะเรียนด้วยตนเองที่บ้าน โดยอาจมาพบผู้สอนในบางเวลา
2. เน้นผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลางของการเรียน ผู้เรียนเป็นผู้เลือกวิชาและกำหนดเวลาเรียนและกิจกรรมการเรียน ของตนเอง
3. สื่อการสอนเป็นสื่อหลักในกระบวนการเรียนการสอน ผู้สอนจะเป็นสื่อหลัก ในการศึกษาทางไกลสื่อหลักจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง ฯลฯ เป็นสื่อหลัก
สื่อการสอนกับการศึกษาทางไกล
เนื่องจากผู้เรียนต้องศึกษาด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นสื่อการสอนจึงมีความสำคัญยิ่งสำหรับการศึกษาทางไกล ซึ่งสื่อการสอนที่ใช้อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่
1)สื่อสิ่งพิมพ์ เป็นสื่อประเภทสิ่งพิมพ์ได้แก่ เอกสารตำรา แบบฝึกปฏิบัติ ผู้เรียนจะอาศัยสื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อหลักเนื่องจากราคาถูก เก็บได้นานและไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประกอบ
2)สื่อโสตทัศนูปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ นับได้ว่าเป็นสื่อรองจากสื่อสิ่งพิมพ์ที่จะช่วยในการเสริมความรู้ในกระบวนการเรียนของผู้เรียน โดยอาจจะเป็นการสอนทางโทรทัศน์ เทปเสียงบรรยาย เทปวีดิทัศน์ รายการวิทยุกระจายเสียง
3)สื่ออิเล็กทรอนิกส์และระบบโทรคมนาคม เนื่องจากการพัฒนาการของอิเล็กทรอนิกส์และระบบโทรคมนาคมเป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงมีการนำเอามาใช้ในการจัดการศึกษาทางไกล โดยใช้ระบบดาวเทียมและท่อใยแก้วนำแสงในการส่งข่าวสารข้อมูล มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง
การศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบกับการศึกษาทางไกล
1) การศึกษาในระบบ การศึกษาทางไกลเข้ามามีบทบาทสำคัญยิ่งในการจัด การศึกษาทั่วการศึกษา ในระบบและการศึกษานอกระบบ มีหลายหน่วยงานที่จัดการศึกษาทางไกล ทั้งในระดับต่ำกว่าอุดมศึกษาและระดับอุดมศึกษา การศึกษาในระบบโดยทั่วไปก็คือการที่ผู้เรียนมาเรียนในชั้นเรียนปกติมีผู้สอนอยู่ในชั้นเรียน สำหรับการศึกษาทางไกลมีลักษณะที่ผู้เรียนและผู้สอนไม่ได้อยู่ประจันหน้ากัน ผู้สอนจะอยู่ห่างไกลจากชั้นเรียนออกไป การศึกษาทางไกลสำหรับการศึกษาในระบบระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา ซึ่งดำเนินการโดยกรมสามัญศึกษา และในระดับอุดมศึกษาได้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร สถาบันราชภัฏสวนดุสิต และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เป็นต้น
2) การศึกษานอกระบบ การศึกษานอกระบบจะเป็นลักษณะของการศึกษาที่ไม่มีเวลาเรียนแน่นอนตายตัว ไม่มีการกำหนดอายุของผู้เรียน ผู้เรียนจะมาเข้าชั้นเรียนหรือไม่ก็ได้ การเรียนการสอนอาจจะมาพบกัน ณ ศูนย์บริการวิชาการหรืออาจจะเรียนผ่านรายการโทรทัศน์ที่บ้าน จะมีการสอนในระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา ซึ่งดำเนินการโดยกรมการศึกษานอกโรงเรียน ส่วนในระดับอุดมศึกษาก็ได้แก่ สถาบันราชภัฏสวนดุสิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ข้อดีของการศึกษาทางไกล
ดังกล่าวแล้วว่ามีการจัดการศึกษาทางไกลสำหรับการศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า การศึกษาทางไกลมีข้อดีหรือมีประโยชน์ต่อการศึกษาต่าง ๆ ในแง่มุม ดังนี้
1) ผู้เรียนได้เรียนกับผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญในเนื้อหานั้น ๆ
2) สามารถบันทึกคำบรรยายหรือการสอนส่งผ่านคอมพิวเตอร์ หรือโทรทัศน์ไปยังผู้เรียนได้โดยสะดวก
3) ผู้เรียนที่อยู่ในการศึกษานอกระบบ ไม่จำเป็นต้องเดินทางมายังสถานศึกษาเหมือนปกติ และยังสามารถทำงานในสถานประกอบของตนเองได้
4) ตอบสนองความต้องการในการแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาคน และพัฒนางานในวิชาชีพของบุคคลได้ โดยไม่ต้องเข้ารับการศึกษาในสถานศึกษาในระบบปกติ
ข้อจำกัด
1. การใช้โทรทัศน์เป็นการสื่อสารทางเดียวผู้เรียนผู้สอนไม่สามารถพูดจาโต้ตอบกันได้
2.โทรทัศน์มิใช่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้แทนผู้สอนได้อย่างสิ้นเชิง ผู้เรียนจึงจำเป็นต้องศึกษาบทเรียนเพิ่มเติมจากสื่ออื่น ๆประกอบด้วย หรือผู้สอนต้องเป็นผู้ช่วยเหลือแนะแนวทางหรืออธิบายเพิ่มเติมประกอบการชมรายการหรือ บทเรียนทางโทรทัศน์ด้วย
3.อาจเกิดอุปสรรคในด้านการสื่อสาร เช่นกระแสไฟฟ้าขัดข้อง หรือสิ่งแวดล้อมของผู้เรียนไม่เอื้ออำนวย ทำให้ขาดสมาธิในการเรียน
4. การผลิตรายการอาจไม่ดีพอ ทำให้การสอนไม่น่าสนใจเท่าที่ควร
5.จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายสูงในการจัดซื้ออุปกรณ์ที่สามารถถ่ายทำและใช้เทคนิควิธีการในการผลิตรายการที่มีคุณภาพ
E-learning
E-learning หมายถึง การเรียนผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้การนำเสนอเนื้อหาทางคอมพิวเตอร์ ในรูปของสื่อมัลติมีเดีย ได้แก่ ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ ภาพนิ่ง ภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว ภาพสามมิติ ฯลฯ e-learning เป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมทางการเรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ สนับสนุนว่าเนื้อหาการเรียน ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านทางมัลติมีเดียนั้นสามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีกว่า การเรียนจากสื่อข้อความเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ การที่เนื้อหาการเรียนอยู่ในรูปของข้อความอิเล็กทรอนิกส์ (e-text) ซึ่งได้แก่ข้อความซึ่งได้รับการจัดเก็บ ประมวล นำเสนอ และเผยแพร่ทางคอมพิวเตอร์จึงทำให้มี ข้อได้เปรียบสื่ออื่น ๆ หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการด้วยความสะดวก และรวดเร็วความคงทนของข้อมูล รวมทั้ง ความสามารถในการทำข้อมูลให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
IT กับ Elearning
การใช้ IT เพื่อการเรียนการสอนในลักษณะของ e-learning ในยุคปัจจุบันจะมีการใช้อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ ทั้งในลักษณะของ Stand Alone และการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เป็นเครือข่าย สามารถเชื่อมโยง เข้าสู่อินเตอร์เนต เพื่อค้นหาและแลกเปลี่ยนข้อมูล สารสนเทศ นอกจากนั้น e-learning จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับ สิ่งต่อไปนี้
1. สื่อการเรียนการสอนแบบสื่อประสม (Multimedia) เป็นสื่อที่มีการนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบทั้งภาพ และเสียง มีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) กับผู้เรียน ช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการเรียนการสอน ช่วยลดความ ยุ่งยากซับซ้อน ของเนื้อหาวิชาบางตอน ที่ค่อนข้างจะเป็นนามธรรม นอกจากนี้สื่อนี้บางส่วนเป็นแบบฝึกหัด ที่จะช่วยทบทวนความรู้ของผู้เรียนด้วย
2. การใช้ทรัพยากรทางการศึกษาร่วมกัน (Education Resources Sharing) การพัฒนาองค์กรความรู้ บนเครือข่าย คอมพิวเตอร์เพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเป็นคลัง ทุกแขนง ที่พร้อมให้จะให้บริการบนเครือข่ายในหลายรูปแบบ
3. การเรียนการสอนทางไกล (Long Distance Learning) การเรียนการสอนทางไกลของวงการศึกษา ไทย ได้มีการวิวัฒนาการตามลำดับก่อนที่จะเป็นรูปแบบของ e-learning ในปัจจุบันนี้โดยมีวิวัฒนาการที่น่า สนใจตามลำดับดังนี้
3.1 การเรียนการสอนทางไปรษณีย์
3.2 การเรียนการสอนทางวิทยุกระจายเสียง
3.3 การเรียนการสอนผ่านทางโทรทัศน์ และผ่านเครือข่ายดาวเทียม
3.4 การเรียนการสอนผ่านทางคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายอินเตอร์เน็ต การศึกษาที่นิยมในขณะนี้คือ Web
Base learning เป็นการเรียนการสอนที่ดำเนินการบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีความสะดวกและ คล่องตัวสูงผู้เรียนสามารถเรียนที่ไหน และเวลาใดก็ได้ไม่มีข้อจำกัด e - learning สนับสนุนการจัดการการศึกษาตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ที่มีทางเลือกสำหรับ การเรียนรู้ตลอดชีวิต มีหลายแนวทาง คือ การศึกษาในระบบ ที่เป็นการศึกษาในระบบโรงเรียน การกำหนด หลักสูตร มีระยะเวลา สำเร็จการศึกษาที่แน่นอน การศึกษาในระดับนี้หากมีการใช้อุปกรณ์ด้าน IT สื่อ Multimedia และเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสนับสนุนการเรียนการสอนแล้วจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพการเรียน การสอนในการศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดรูปแบบการศึกษา ระยะเวลา การวัดประเมินผล หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าการศึกษานอกระบบโรงเรียน การศึกษานอกระบบนี้สื่อต่าง ๆ และ ระบบการศึกษาทางไกล จะเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ตามศักยภาพ ความพร้อม ซึ่งการเรียนการสอนแบบ Web Based Learning ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตจะอำนวย ความสะดวกให้ผู้เรียนมาก เพราะผู้เรียนสามารถเรียนได้โดยไม่มีข้อจำกัดของเวลาและสถานที่ สามารถ เรียนได้ทันที อยู่ที่ไหนกเรียนได้ ขอเพียง เราเข้าถึงเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้เกือบทุกแห่งทั่วโลก
เทคโนโลยีที่สัมพันธ์กับ E - Learning
1. เทคโนโลยีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต
1.1 อินเตอร์เน็ต E-mail, WWW, HTTP, search engine, Newsgroup
1.2 File Transfer Protocol (FTP)
2. เทคโนโลยีการเขียนเว็บเพจ
2.2 โปรแกรมต่าง ๆ เช่น Microsoft Front Page, Dream weaver ฯลฯ
3 เทคโนโลยีการสร้างกระดาษถาม- ตอบอินเตอร์เน็ต
4. เทคโนโลยีมัลติมีเดีย
5. เครื่องมือสร้างแบบจำลองและรูปแบบการเรียนการสอนแบบปฏิสัมพันธ์
6. เครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบ
เปรียบเทียบรูปแบบการเรียนการสอน
ชั้นเรียนปกติ
ชั้นเรียนออนไลน์
1. ผู้เรียนนั่งฟังบรรยายในชั้นเรียน
1. ใช้ระบบวีดีทัศน์ออนไลน์ผ่านทางเว็บเพจที่ผู้เรียนสามารถเรียกดูได้หรือสามารถเก็บไฟล์ไว้ดูเอง
2. ผู้เรียนค้นคว้าจากห้องสมุด หรือค้นหา จากสิ่งตีพิมพ์ต่าง ๆ
2. ใช้การค้นหาผ่านทางเว็บ เช่น Search engine ต่าง ๆ
3. ปฏิบัติในห้องทดลองหรือการปฏิบัติจริงในสถานการณ์
3. ใช้การเรียนรู้แบบโมดูล การใช้แบบจำลอง ออนไลน์ online simulation
4. เรียนรู้จากการโต้ตอบหรือสนทนาในชั้นเรียน
4. ใช้ระบบกระดานถาม-ตอบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้การสนทนาดีกว่าในแง่สิ่งแวดล้อมที่เป็นชั้นเรียนปกติเมื่อผู้เรียนมีจำนวนมาก
5. ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่
5. ไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่
ประโยชน์ของ E-learning
เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน โดยการใช้สื่อ Multimedia อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และ คลังความรู้เครือข่ายอินเตอร์เน็ตสนับสนุนการเรียนการสอนของครูและนักเรียน เกิดเครือข่ายของความรู้ คลังความรู้ทึ่ถูกสร้างและจัดเก็บบนเครือข่ายอินเตอร์เนตนี้สามารถ แลกเปลี่ยนความรู้กันและกันได้ และความรู้จากแหล่งนี้จะทันสมัยกว่าเอกสารตำราทั่วไป เพราะข้อมูลมีการ ปรับปรุง (Update) เป็นประจำ ส่งเสริมผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนสามารถเรียนรู้สืบค้นวิชาความรู้ต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองอาศัยสื่อ และ IT ทางการศึกษา โดยมีครู อาจารย์เป็นที่ปรึกษา และชี้แนะแนวทาง สร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาระหว่างชนบทและเมือง โดยฝึกอบรมครู / อาจารย์ในชนบทให้มี ความสามารถเชื่อมต่อเข้าไป ศึกษาหาความรู้ในเครือข่าย อินเตอร์เนตได้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เด็กในชนบท ได้เรียนรู้ ได้เครือข่ายสารสนเทศเพิ่มและกระจาย โอกาสทางการศึกษาให้คนไทยทั้งในเมืองและชนบท ใช้ทรัพยากรทางการศึกษาร่วมกัน เนื่องจากมีคลังความรู้บนเครือข่ายอินเตอร์เนตบริการให้คนทั่วโลก สามารถนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ สอดคล้องและสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษา เนื่องจากเป็นการนำ IT มาส่งเสริมและสนับสนุน การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542
ข้อพึงระวังของ e-learning
การขาดความเข้าใจในการใช้ Multimedia ครู / อาจารย์ควรจะได้รับการฝึกอบรมก่อนการนำสื่อต่าง ๆ ไปใช้ในการเรียนการสอน โดยเฉพาะ Multimedia ที่ต้องใช้ร่วมกันกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นั้น และการใช้สื่อ การเรียนการสอนที่มากจนเกินไปบางครั้ง อาจจะเป็นการบั่นทอนทักษะในการสร้างจินตนาการ ของนักเรียนได้ ซึ่งทำให้ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนลดลงได้
การมองข้ามการพัฒนา EQ การเรียนการสอนในบางประเภทใน e-learning จะเป็นการศึกษาด้วย ตนเอง ไม่ต้องอาศัยชั้นเรียน ไม่มีเพื่อนร่วมชั้นเรียน ทำให้ผู้เรียนขาดการเรียนรู้บางด้านของสังคมในชั้นเรียน เช่น ความมีมนุษยสัมพันธ์ การทำงานเป็นทีม การปรึกษาหารือกัน เป็นต้น ซึ่งหากมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป ทำให้ ผู้เรียนมีพัฒนาการด้าน EQ ลดลงได้
การละเลยความรู้ทางด้านคุณธรรม ผู้เรียนที่ผ่านการกระบวนการเรียนที่ทันสมัยมีการใช้อุปกรณ์ IT สามารถรอบรู้และสืบค้นข้อมูลทุกอย่างที่ต้องการได้ทุกแนวทาง ดังนั้นกระบวนการเรียนการสอนใด ๆ ก็ตาม ควรมีการเรียนรู้ควบคุมไปกับคุณธรรมและจริยธรรม
การให้ความสำคัญมากกว่าสื่อมากกว่าครู / อาจารย์ บทบาทที่สำคัญของครูมี 3 ด้านด้วยกันคือ เป็นผู้จัดการเรียนรู้ เป็นผู้อำนวยความสะดวก และเป็นตัวกลางของการมีมนุษยสัมพันธ์ คงจะเป็นเครื่องมือ ที่ช่วยส่งเสริมการสอนของครูให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
การเสียดุลการค้าระหว่างประเทศ ส่วนใหญ่อุปกรณ์ทางด้าน IT เป็นสื่อ Multimedia ที่ใช้กันใน ประเทศของเราในขณะนี้มักเป็นสินค้าที่สั่งซื้อจากต่างประเทศ จะส่งผลต่อการขาดดุลการค้าของประเทศ ที่จะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย
ปัจจัยหลักที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดE-learning
1. นโยบายด้านการศึกษาของชาติ
2. วิสัยทัศน์ของผู้บริหารการศึกษาทุกระดับ
3. ความรู้ความสามารุด้าน IT ของครู / อาจารย์
4. ความพร้อมด้านฮาร์ดแวร์ และเครือข่ายคอมพิวเตอร์
5. ความพร้อมด้านซอฟแวร์
6. ความพร้อมของ Multimedia ที่มีคุณภาพ
7. การสนับสนุนด้านงบประมาณอย่างต่อเนื่อง
สรุป
การเรียนรู้โดยผ่านเทคโนโลยีการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้น เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น อย่างมากสำหรับโลกยุคนี้ และ E-learning นี้ก็จะเป็นเส้นทางหนึ่งที่ช่วยพัฒนาแต่ละประเทศให้สามารถเข้าสู่ สังคมยุค IT ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น IT เพื่อการศึกษาในหลาย ๆ รูปแบบจึงถูกนำมาใช้ในการเรียน การสอนมากยิ่งขึ้นเรื่อย ทั้งนี้ก็เพื่อจะเป็นการเตรียมความพร้อม ทรัพยากรมนุษย์ ให้พร้อมที่จะเข้าสู่สังคมยุค ต่อไปซึ่งเป็นยุคของเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมมนุษย์อีกมากมาย ที่สุดเท่าที่จะคาดการณ์ได้ในขณะนี้
ขอบคุณ http://gotoknow.org/blog/duangduan/47334
การศึกษาทางไกล( Distance Education) หมายถึงระบบการศึกษาที่ผู้เรียนและผู้สอนอยู่ใกล้กันแต่สามารถทำให้เกิดการเรียนรู้ได้โดยอาศัยสื่อการสอนในลักษณะของสื่อประสมโดยการใช้สื่อต่างๆร่วมกัน อาทิเช่น ตำราเรียน เทปเสียง แผนภูมิ หรือโดยการใช้อุปกรณ์ โทรคมนาคมและสื่อมวลชนประเภทวิทยุและโทรทัศน์มาช่วยในการแพร่กระจายการศึกษาไปยังผู้ที่ปรารถนาจะเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวางทั่วทุกท้องถิ่น
หลักการของการศึกษาทางไกล
การศึกษาทางไกลเป็นระบบการศึกษาที่ยึดหลักการในเรื่องต่างๆดังนี้
การศึกษาตลอดชีวิต ซึ่งถือเสมือนว่าการศึกษาเป็นปัจจัยที่ห้าของการดำรงชีพจึงสมควรใช้การศึกษาเป็นปัจจัยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยไม่จำเป็นต้องแยกชีวิตออกจาการเรียนออกจากชีวิตการทำงาน การศึกษาจึงน่าจะเป็นกระบวนการที่สอดแทรกอยู่ได้ในวิถีการดำเนินชีวิตปกติผู้ที่สนใจสามารถเรียนเมื่อไรก็ได้โดยคำนึงถึงความพร้อม ความถนัด ความต้องการและความสนใจ โดยไม่จำเป็นต้องเรียนเพื่อเป็นอาชีพการงาน
การให้โอกาสเท่าเทียมกันทางการศึกษา เป็นทางเลือกและทางออกไปสู่อุดมคติในการแก้ปัญหาเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นการกระจายและขยายโอกาสให้ผู้ที่ต้องละทิ้งการศึกษาก่อนจบหลักสูตรหรือผู้ที่ไม่มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนและผู้ที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมได้มีโอกาสได้ศึกษาต่อเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการศึกษาตลอดชีวิต
ส่งเสริมการศึกษามวลชน เป็นการให้ดารศึกษาแก่มวลชนในระดับต่างๆโดยการใช้สื่อมวลชนหรือสื่ออื่นๆร่วมกันในรูปของสื่อหลายแบบรวมทั้งการใช้สื่ออุปกรณ์โทรคมนาคมประเภทต่างๆด้วย
ลักษณะสำคัญของการศึกษาทางไกล
ระบบการศึกษาทางไกล มีลักษณะของการจัดการศึกษาที่ต่างไปจากระบบการเรียนการสอนโดยปกติ ซึ่งอาจจะสรุปลักษณะที่สำคัญของระบบการศึกษาทางไกลได้ดังนี้
1. ผู้เรียนผู้สอนไม่อยู่ประจันหน้ากัน เนื่องจากผู้เรียนไม่สามารถมาเข้าชั้นเรียน โดยปกติได้ดังนั้น ผู้เรียนจะเรียนด้วยตนเองที่บ้าน โดยอาจมาพบผู้สอนในบางเวลา
2. เน้นผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลางของการเรียน ผู้เรียนเป็นผู้เลือกวิชาและกำหนดเวลาเรียนและกิจกรรมการเรียน ของตนเอง
3. สื่อการสอนเป็นสื่อหลักในกระบวนการเรียนการสอน ผู้สอนจะเป็นสื่อหลัก ในการศึกษาทางไกลสื่อหลักจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง ฯลฯ เป็นสื่อหลัก
สื่อการสอนกับการศึกษาทางไกล
เนื่องจากผู้เรียนต้องศึกษาด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นสื่อการสอนจึงมีความสำคัญยิ่งสำหรับการศึกษาทางไกล ซึ่งสื่อการสอนที่ใช้อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่
1)สื่อสิ่งพิมพ์ เป็นสื่อประเภทสิ่งพิมพ์ได้แก่ เอกสารตำรา แบบฝึกปฏิบัติ ผู้เรียนจะอาศัยสื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อหลักเนื่องจากราคาถูก เก็บได้นานและไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประกอบ
2)สื่อโสตทัศนูปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ นับได้ว่าเป็นสื่อรองจากสื่อสิ่งพิมพ์ที่จะช่วยในการเสริมความรู้ในกระบวนการเรียนของผู้เรียน โดยอาจจะเป็นการสอนทางโทรทัศน์ เทปเสียงบรรยาย เทปวีดิทัศน์ รายการวิทยุกระจายเสียง
3)สื่ออิเล็กทรอนิกส์และระบบโทรคมนาคม เนื่องจากการพัฒนาการของอิเล็กทรอนิกส์และระบบโทรคมนาคมเป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงมีการนำเอามาใช้ในการจัดการศึกษาทางไกล โดยใช้ระบบดาวเทียมและท่อใยแก้วนำแสงในการส่งข่าวสารข้อมูล มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง
การศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบกับการศึกษาทางไกล
1) การศึกษาในระบบ การศึกษาทางไกลเข้ามามีบทบาทสำคัญยิ่งในการจัด การศึกษาทั่วการศึกษา ในระบบและการศึกษานอกระบบ มีหลายหน่วยงานที่จัดการศึกษาทางไกล ทั้งในระดับต่ำกว่าอุดมศึกษาและระดับอุดมศึกษา การศึกษาในระบบโดยทั่วไปก็คือการที่ผู้เรียนมาเรียนในชั้นเรียนปกติมีผู้สอนอยู่ในชั้นเรียน สำหรับการศึกษาทางไกลมีลักษณะที่ผู้เรียนและผู้สอนไม่ได้อยู่ประจันหน้ากัน ผู้สอนจะอยู่ห่างไกลจากชั้นเรียนออกไป การศึกษาทางไกลสำหรับการศึกษาในระบบระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา ซึ่งดำเนินการโดยกรมสามัญศึกษา และในระดับอุดมศึกษาได้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร สถาบันราชภัฏสวนดุสิต และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เป็นต้น
2) การศึกษานอกระบบ การศึกษานอกระบบจะเป็นลักษณะของการศึกษาที่ไม่มีเวลาเรียนแน่นอนตายตัว ไม่มีการกำหนดอายุของผู้เรียน ผู้เรียนจะมาเข้าชั้นเรียนหรือไม่ก็ได้ การเรียนการสอนอาจจะมาพบกัน ณ ศูนย์บริการวิชาการหรืออาจจะเรียนผ่านรายการโทรทัศน์ที่บ้าน จะมีการสอนในระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา ซึ่งดำเนินการโดยกรมการศึกษานอกโรงเรียน ส่วนในระดับอุดมศึกษาก็ได้แก่ สถาบันราชภัฏสวนดุสิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ข้อดีของการศึกษาทางไกล
ดังกล่าวแล้วว่ามีการจัดการศึกษาทางไกลสำหรับการศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า การศึกษาทางไกลมีข้อดีหรือมีประโยชน์ต่อการศึกษาต่าง ๆ ในแง่มุม ดังนี้
1) ผู้เรียนได้เรียนกับผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญในเนื้อหานั้น ๆ
2) สามารถบันทึกคำบรรยายหรือการสอนส่งผ่านคอมพิวเตอร์ หรือโทรทัศน์ไปยังผู้เรียนได้โดยสะดวก
3) ผู้เรียนที่อยู่ในการศึกษานอกระบบ ไม่จำเป็นต้องเดินทางมายังสถานศึกษาเหมือนปกติ และยังสามารถทำงานในสถานประกอบของตนเองได้
4) ตอบสนองความต้องการในการแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาคน และพัฒนางานในวิชาชีพของบุคคลได้ โดยไม่ต้องเข้ารับการศึกษาในสถานศึกษาในระบบปกติ
ข้อจำกัด
1. การใช้โทรทัศน์เป็นการสื่อสารทางเดียวผู้เรียนผู้สอนไม่สามารถพูดจาโต้ตอบกันได้
2.โทรทัศน์มิใช่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้แทนผู้สอนได้อย่างสิ้นเชิง ผู้เรียนจึงจำเป็นต้องศึกษาบทเรียนเพิ่มเติมจากสื่ออื่น ๆประกอบด้วย หรือผู้สอนต้องเป็นผู้ช่วยเหลือแนะแนวทางหรืออธิบายเพิ่มเติมประกอบการชมรายการหรือ บทเรียนทางโทรทัศน์ด้วย
3.อาจเกิดอุปสรรคในด้านการสื่อสาร เช่นกระแสไฟฟ้าขัดข้อง หรือสิ่งแวดล้อมของผู้เรียนไม่เอื้ออำนวย ทำให้ขาดสมาธิในการเรียน
4. การผลิตรายการอาจไม่ดีพอ ทำให้การสอนไม่น่าสนใจเท่าที่ควร
5.จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายสูงในการจัดซื้ออุปกรณ์ที่สามารถถ่ายทำและใช้เทคนิควิธีการในการผลิตรายการที่มีคุณภาพ
E-learning
E-learning หมายถึง การเรียนผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้การนำเสนอเนื้อหาทางคอมพิวเตอร์ ในรูปของสื่อมัลติมีเดีย ได้แก่ ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ ภาพนิ่ง ภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว ภาพสามมิติ ฯลฯ e-learning เป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมทางการเรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ สนับสนุนว่าเนื้อหาการเรียน ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านทางมัลติมีเดียนั้นสามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีกว่า การเรียนจากสื่อข้อความเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ การที่เนื้อหาการเรียนอยู่ในรูปของข้อความอิเล็กทรอนิกส์ (e-text) ซึ่งได้แก่ข้อความซึ่งได้รับการจัดเก็บ ประมวล นำเสนอ และเผยแพร่ทางคอมพิวเตอร์จึงทำให้มี ข้อได้เปรียบสื่ออื่น ๆ หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการด้วยความสะดวก และรวดเร็วความคงทนของข้อมูล รวมทั้ง ความสามารถในการทำข้อมูลให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
IT กับ Elearning
การใช้ IT เพื่อการเรียนการสอนในลักษณะของ e-learning ในยุคปัจจุบันจะมีการใช้อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ ทั้งในลักษณะของ Stand Alone และการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เป็นเครือข่าย สามารถเชื่อมโยง เข้าสู่อินเตอร์เนต เพื่อค้นหาและแลกเปลี่ยนข้อมูล สารสนเทศ นอกจากนั้น e-learning จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับ สิ่งต่อไปนี้
1. สื่อการเรียนการสอนแบบสื่อประสม (Multimedia) เป็นสื่อที่มีการนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบทั้งภาพ และเสียง มีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) กับผู้เรียน ช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการเรียนการสอน ช่วยลดความ ยุ่งยากซับซ้อน ของเนื้อหาวิชาบางตอน ที่ค่อนข้างจะเป็นนามธรรม นอกจากนี้สื่อนี้บางส่วนเป็นแบบฝึกหัด ที่จะช่วยทบทวนความรู้ของผู้เรียนด้วย
2. การใช้ทรัพยากรทางการศึกษาร่วมกัน (Education Resources Sharing) การพัฒนาองค์กรความรู้ บนเครือข่าย คอมพิวเตอร์เพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเป็นคลัง ทุกแขนง ที่พร้อมให้จะให้บริการบนเครือข่ายในหลายรูปแบบ
3. การเรียนการสอนทางไกล (Long Distance Learning) การเรียนการสอนทางไกลของวงการศึกษา ไทย ได้มีการวิวัฒนาการตามลำดับก่อนที่จะเป็นรูปแบบของ e-learning ในปัจจุบันนี้โดยมีวิวัฒนาการที่น่า สนใจตามลำดับดังนี้
3.1 การเรียนการสอนทางไปรษณีย์
3.2 การเรียนการสอนทางวิทยุกระจายเสียง
3.3 การเรียนการสอนผ่านทางโทรทัศน์ และผ่านเครือข่ายดาวเทียม
3.4 การเรียนการสอนผ่านทางคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายอินเตอร์เน็ต การศึกษาที่นิยมในขณะนี้คือ Web
Base learning เป็นการเรียนการสอนที่ดำเนินการบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีความสะดวกและ คล่องตัวสูงผู้เรียนสามารถเรียนที่ไหน และเวลาใดก็ได้ไม่มีข้อจำกัด e - learning สนับสนุนการจัดการการศึกษาตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ที่มีทางเลือกสำหรับ การเรียนรู้ตลอดชีวิต มีหลายแนวทาง คือ การศึกษาในระบบ ที่เป็นการศึกษาในระบบโรงเรียน การกำหนด หลักสูตร มีระยะเวลา สำเร็จการศึกษาที่แน่นอน การศึกษาในระดับนี้หากมีการใช้อุปกรณ์ด้าน IT สื่อ Multimedia และเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสนับสนุนการเรียนการสอนแล้วจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพการเรียน การสอนในการศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดรูปแบบการศึกษา ระยะเวลา การวัดประเมินผล หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าการศึกษานอกระบบโรงเรียน การศึกษานอกระบบนี้สื่อต่าง ๆ และ ระบบการศึกษาทางไกล จะเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ตามศักยภาพ ความพร้อม ซึ่งการเรียนการสอนแบบ Web Based Learning ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตจะอำนวย ความสะดวกให้ผู้เรียนมาก เพราะผู้เรียนสามารถเรียนได้โดยไม่มีข้อจำกัดของเวลาและสถานที่ สามารถ เรียนได้ทันที อยู่ที่ไหนกเรียนได้ ขอเพียง เราเข้าถึงเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้เกือบทุกแห่งทั่วโลก
เทคโนโลยีที่สัมพันธ์กับ E - Learning
1. เทคโนโลยีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต
1.1 อินเตอร์เน็ต E-mail, WWW, HTTP, search engine, Newsgroup
1.2 File Transfer Protocol (FTP)
2. เทคโนโลยีการเขียนเว็บเพจ
2.2 โปรแกรมต่าง ๆ เช่น Microsoft Front Page, Dream weaver ฯลฯ
3 เทคโนโลยีการสร้างกระดาษถาม- ตอบอินเตอร์เน็ต
4. เทคโนโลยีมัลติมีเดีย
5. เครื่องมือสร้างแบบจำลองและรูปแบบการเรียนการสอนแบบปฏิสัมพันธ์
6. เครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบ
เปรียบเทียบรูปแบบการเรียนการสอน
ชั้นเรียนปกติ
ชั้นเรียนออนไลน์
1. ผู้เรียนนั่งฟังบรรยายในชั้นเรียน
1. ใช้ระบบวีดีทัศน์ออนไลน์ผ่านทางเว็บเพจที่ผู้เรียนสามารถเรียกดูได้หรือสามารถเก็บไฟล์ไว้ดูเอง
2. ผู้เรียนค้นคว้าจากห้องสมุด หรือค้นหา จากสิ่งตีพิมพ์ต่าง ๆ
2. ใช้การค้นหาผ่านทางเว็บ เช่น Search engine ต่าง ๆ
3. ปฏิบัติในห้องทดลองหรือการปฏิบัติจริงในสถานการณ์
3. ใช้การเรียนรู้แบบโมดูล การใช้แบบจำลอง ออนไลน์ online simulation
4. เรียนรู้จากการโต้ตอบหรือสนทนาในชั้นเรียน
4. ใช้ระบบกระดานถาม-ตอบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้การสนทนาดีกว่าในแง่สิ่งแวดล้อมที่เป็นชั้นเรียนปกติเมื่อผู้เรียนมีจำนวนมาก
5. ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่
5. ไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่
ประโยชน์ของ E-learning
เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน โดยการใช้สื่อ Multimedia อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และ คลังความรู้เครือข่ายอินเตอร์เน็ตสนับสนุนการเรียนการสอนของครูและนักเรียน เกิดเครือข่ายของความรู้ คลังความรู้ทึ่ถูกสร้างและจัดเก็บบนเครือข่ายอินเตอร์เนตนี้สามารถ แลกเปลี่ยนความรู้กันและกันได้ และความรู้จากแหล่งนี้จะทันสมัยกว่าเอกสารตำราทั่วไป เพราะข้อมูลมีการ ปรับปรุง (Update) เป็นประจำ ส่งเสริมผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนสามารถเรียนรู้สืบค้นวิชาความรู้ต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองอาศัยสื่อ และ IT ทางการศึกษา โดยมีครู อาจารย์เป็นที่ปรึกษา และชี้แนะแนวทาง สร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาระหว่างชนบทและเมือง โดยฝึกอบรมครู / อาจารย์ในชนบทให้มี ความสามารถเชื่อมต่อเข้าไป ศึกษาหาความรู้ในเครือข่าย อินเตอร์เนตได้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เด็กในชนบท ได้เรียนรู้ ได้เครือข่ายสารสนเทศเพิ่มและกระจาย โอกาสทางการศึกษาให้คนไทยทั้งในเมืองและชนบท ใช้ทรัพยากรทางการศึกษาร่วมกัน เนื่องจากมีคลังความรู้บนเครือข่ายอินเตอร์เนตบริการให้คนทั่วโลก สามารถนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ สอดคล้องและสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษา เนื่องจากเป็นการนำ IT มาส่งเสริมและสนับสนุน การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542
ข้อพึงระวังของ e-learning
การขาดความเข้าใจในการใช้ Multimedia ครู / อาจารย์ควรจะได้รับการฝึกอบรมก่อนการนำสื่อต่าง ๆ ไปใช้ในการเรียนการสอน โดยเฉพาะ Multimedia ที่ต้องใช้ร่วมกันกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นั้น และการใช้สื่อ การเรียนการสอนที่มากจนเกินไปบางครั้ง อาจจะเป็นการบั่นทอนทักษะในการสร้างจินตนาการ ของนักเรียนได้ ซึ่งทำให้ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนลดลงได้
การมองข้ามการพัฒนา EQ การเรียนการสอนในบางประเภทใน e-learning จะเป็นการศึกษาด้วย ตนเอง ไม่ต้องอาศัยชั้นเรียน ไม่มีเพื่อนร่วมชั้นเรียน ทำให้ผู้เรียนขาดการเรียนรู้บางด้านของสังคมในชั้นเรียน เช่น ความมีมนุษยสัมพันธ์ การทำงานเป็นทีม การปรึกษาหารือกัน เป็นต้น ซึ่งหากมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป ทำให้ ผู้เรียนมีพัฒนาการด้าน EQ ลดลงได้
การละเลยความรู้ทางด้านคุณธรรม ผู้เรียนที่ผ่านการกระบวนการเรียนที่ทันสมัยมีการใช้อุปกรณ์ IT สามารถรอบรู้และสืบค้นข้อมูลทุกอย่างที่ต้องการได้ทุกแนวทาง ดังนั้นกระบวนการเรียนการสอนใด ๆ ก็ตาม ควรมีการเรียนรู้ควบคุมไปกับคุณธรรมและจริยธรรม
การให้ความสำคัญมากกว่าสื่อมากกว่าครู / อาจารย์ บทบาทที่สำคัญของครูมี 3 ด้านด้วยกันคือ เป็นผู้จัดการเรียนรู้ เป็นผู้อำนวยความสะดวก และเป็นตัวกลางของการมีมนุษยสัมพันธ์ คงจะเป็นเครื่องมือ ที่ช่วยส่งเสริมการสอนของครูให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
การเสียดุลการค้าระหว่างประเทศ ส่วนใหญ่อุปกรณ์ทางด้าน IT เป็นสื่อ Multimedia ที่ใช้กันใน ประเทศของเราในขณะนี้มักเป็นสินค้าที่สั่งซื้อจากต่างประเทศ จะส่งผลต่อการขาดดุลการค้าของประเทศ ที่จะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย
ปัจจัยหลักที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดE-learning
1. นโยบายด้านการศึกษาของชาติ
2. วิสัยทัศน์ของผู้บริหารการศึกษาทุกระดับ
3. ความรู้ความสามารุด้าน IT ของครู / อาจารย์
4. ความพร้อมด้านฮาร์ดแวร์ และเครือข่ายคอมพิวเตอร์
5. ความพร้อมด้านซอฟแวร์
6. ความพร้อมของ Multimedia ที่มีคุณภาพ
7. การสนับสนุนด้านงบประมาณอย่างต่อเนื่อง
สรุป
การเรียนรู้โดยผ่านเทคโนโลยีการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้น เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น อย่างมากสำหรับโลกยุคนี้ และ E-learning นี้ก็จะเป็นเส้นทางหนึ่งที่ช่วยพัฒนาแต่ละประเทศให้สามารถเข้าสู่ สังคมยุค IT ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น IT เพื่อการศึกษาในหลาย ๆ รูปแบบจึงถูกนำมาใช้ในการเรียน การสอนมากยิ่งขึ้นเรื่อย ทั้งนี้ก็เพื่อจะเป็นการเตรียมความพร้อม ทรัพยากรมนุษย์ ให้พร้อมที่จะเข้าสู่สังคมยุค ต่อไปซึ่งเป็นยุคของเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมมนุษย์อีกมากมาย ที่สุดเท่าที่จะคาดการณ์ได้ในขณะนี้
ขอบคุณ http://gotoknow.org/blog/duangduan/47334
วาดรูปดาวด้วย Star tool
ขั้นตอนการสร้างรูปดาว
1.เลือก Star tool ดังรูป2.คลิกที่ตัวเอกสารของเราจะมีหน้าจอขึ้นมาดังรูป ให้ใส่ค่าตามตัวอย่าง
เราจะให้ดาวอันนี้เป็นขอบนอก จากนั้นใส่สี #FF7F00
3.คลิกที่หน้าจออีกครั้ง และกรอกข้อมูลดังตัวอย่าง
เราจะให้ดาวอันนี้เป็นดาวภายใน จากนั้นใส่สี #FFFF00 และตั้งค่าความโปร่งแสงที่ 70%
4.จากนั้นเลือกดับเบิลคลิก Blend tool จะมีหน้าจอดังรูป
คลิก ok จากนั้น คลิกที่ดาวดวงที่ 1 ก่อน จากนั้นก็คลิกที่ดวงที่ 2
เมื่อคลิกที่ดาวทั้ง 2 แล้วจะได้ดาวดังภาพ
อ้างอิง http://www.hellomyweb.com/index.php/main/content/101
ตัวอย่างการใช้งาน Illustrator ออกแบบเว็บไซต์ (ตอนที่ 2) Illustrator
5.พิมพ์ตัวอักษร
พิมพ์ตัวอักษร โดยคลิกที่เครื่องมือ tool รูปตัว T จากนั้นก็คลิกที่เอกสารก็สามารถพิมพ์ตัวอักษรได้เมื่อออกแบบเสร็จแล้วจะเป็นดังรูป
6.การตัดรูป Crop
จะทำการตัดรูปโดยการสร้างรูปสี่เหลี่ยมขึ้นมาเป็นขนาดของรูปที่ต้องการตัด (Crop) จากนั้นก็ให้เลือกที่ Object > Crop Area > Mark จะได้พื้นที่ Crop ดังรูป
7.Save รูป
โดยเลือกที่ file > save for web จะมีหน้าต่างขึ้นมาดังรูป
จะเห็นว่ามีหน้าจอ 4 อันเพื่อให้เราสามารถเลือกเปรียบเทียบได้ว่าจะ save แบบใด
อ้างอิง http://www.hellomyweb.com/index.php/main/content/43
ตัวอย่างการใช้งาน Illustrator ออกแบบเว็บไซต์ (ตอนที่ 1) Illustrator
ในบทความนี้จะเป็นการใช้งานโปรแกรม Illustrator ในการออกแบบเว็บไซต์ จะเป็นบทความที่ต่อเนื่องกับ ทดลองใช้ Dreamweaver ทำเว็บเพจ
ขั้นตอนการออกแบบเว็บไซต์ด้วย Illustrator
1.สร้างเอกสารใหม่ โดยคลิกที่ file > new ดังรูป
เมื่อคลิกที่ new จะมีหน้าต่างสร้างเอกสารใหม่ขึ้นมา มีรายละเอียดดังนี้
Name ชื่อของเอกสาร
Size ขนาดมาตราฐานของเอกสาร
Units หน่วยที่ใช้
Width ความกว้างของเอกสาร
Height ความสูงของเอกสาร
Orientation เอกสารวางแนวตั้ง หรือแนวนอน
Color Mode มีให้เลือก 2 แบบคือ
1.CMYK เป็นโหมดสีที่ใช้กับสิ่งพิมพ์
2.RGB เป็นโหมดสีที่ใช้กับการแสดงผลทางจอภาพเป็นหลัก
เมื่อคลิก ok ก็จะมีเอกสารว่างขึ้นมา
2.การเปิดหน้าต่างที่ซ่อนอยู่
illustrator จะมีหน้าต่างเครื่องมือซ่อนอยู่ ซึ่งสามารถเปิดได้โดยคลิกที่ window และเลือกหน้าต่างที่ต้องการใช้งาน ในบทความนี้จะบอกชื่อเครื่องมือที่ใช้ และให้ผู้อ่านเปิดเครื่องมือได้จาก window ดังภาพ
3.สร้างรูปสี่เหลี่ยม
สร้างสีเหลี่ยมด้วย เครื่องมือ tool ดังรูปโดยคลิกที่รูปสี่เหลี่ยม เมื่อต้องการวาดรูปสี่เหลี่ยมก็ให้คลิกเมาส์ค้างไว้และลากให้ได้ขนาดที่ต้องการ
หรือคลิกที่พื้นที่เอกสารจะมีช่องให้กรอกขนาดของช่องสี่เหลี่ยม ดังรูปให้กรอกสี่เหลี่ยมขนาด 800 x 600px
ใส่สีให้รูปสี่เหลี่ยมโดย คลิกเมาส์ที่ tool จะเห็นว่ามีรูปลูกศรสีดำอยู่ เมื่อคลิกที่รูปลูกศร เมาส์จะเปลี่ยนเป็นรูปลูกศรสีดำเช่นเดียวกัน
เมื่อเมาส์เป็นรูปลูกศรแล้วก็ให้คลิกที่รูปสี่เหลี่ยม และไปที่เครื่องมือ tool จะเห็นว่ามีสีอยู่ 2 ชนิดทับกันอยู่ สีที่อยู่ด้านล่างคือสีพื้น สีที่อยู่ด้านบนคือสีขอบ จากนั้นให้คลิกที่เครื่องมือ color ก็จะใส่สีให้สี่เหลี่ยมที่เราวาดขึ้นมาได้
4.สร้างรูปสี่เหลี่ยมแบบมุมมน
คลิกที่รูปสี่เหลี่ยมค้างไว้จะมี หน้าต่างเล็กๆขึ้นมา ให้เลือกที่รูปสี่เหลี่ยมมุมมน ดังรูป
สร้างรูปสี่เหลี่ยมมุมมนขนาด 215 x 100px และรูปสี่เหลี่ยมขนาด 215 x 550px เราจะทำการรวมรูปสี่เหลี่ยม 2 อันนี้เข้าด้วยกัน โดยวางสี่เหลี่ยม 2 รูปให้ทับกัน และเลือกเครื่องมือ parthfinder รูปที่สี่เหลี่ยมทับกัน
เมื่อคลิกแล้วจะได้รูปสี่เหลี่ยมรวมกัน ดังรูปทางขวามือ
ใส่สีให้กับรูปสี่เหลี่ยมผสมโดยคลิกที่รูปสี่เหลี่ยม แล้วไปที่เครื่องมือ Gradient ถ้าต้องการสีใดก็ให้เลือกจาก สีด้านบน
อ้างอิง http://www.hellomyweb.com/index.php/main/content/42
การบีบอัดไฟล์รูป (Photoshop)
ถึงแม้ว่ารูปจะมีข้อดีมากมาย แต่ถ้าเรามีรูปในเว็บเพจมากเกินไป หรือไฟล์รูปที่ใหญ่เกินไปจะทำให้เว็บไซต์ของเราโหลดได้ช้ามาก ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถมีใครอดทนรอได้นานๆ ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงเครื่องมือที่ใช้ในการบีบอัดไฟล์รูปให้เล็กลงโดยไม่โดยภาพไม่เสียความชัดเจนไป
ปัจจัยที่จะกระทบต่อความเร็วในการแสดงผลเว็บไซต์ ได้แก่ ขนาดของรูปภาพที่ใช้ จำนวนของรูปภาพที่ใช้ และปริมาณของตัวอักษรที่ อยู่บนหน้านั้นๆ อนึ่งความเร็วในการแสดงผลเว็บไซต์ อาจอยู่ที่ Server ที่เว็บไซต์นั้นๆอยู่ว่ามี ความสามารถสูงเพียงใด ขนาดของรูปภาพที่ใช้ควรจะมีขนาดไม่เกิน 20-30K ต่อรูป ส่วนประเภทของ รูปนั้นควรเป็น GIF หรือ JPEG ถ้าขนาดของรูปภาพใหญ่เกินไป อาจตัดแบ่งให้ขนาดเล็กลง และใช้ ตารางช่วยในการจัดรูปภาพนั้นๆ
ชนิดของไฟล์ที่ใช้ในการบีบอัดภาพ
ชนิดของไฟล์ (format) ที่ใช้ในการบีบอัดรูปได้แก่ GIF , JPEG และ PNG ซึ่งเราจะใช้ฟอร์แมตใดก็ต้องทำความเข้าใจลักษณะในการบับอัดข้อมูลของแต่ละฟอร์แมต เพื่อให้เราสามารถเลือกใช้ได้ถูกต้อง 1.JPEG สำหรับภาพถ่าย หรือภาพวาดที่มีจำนวนสีมากๆ
2.GIF , PNG-8 สำหรับภาพที่มีลักษณะเป็นลายเส้น หรือภาพที่ไม่ต้องการให้มีพื้นหลัง รูปที่ไม่มีการไล่สี เช่นภาพการ์ตูน ภาพที่มีจำนวนสีน้อยๆ เช่น โลโก้
3.PNG ใช้กับภาพถ่ายที่ต้องการให้มีลักษณะโปร่งแสง ไฟล์ที่อัดแล้วจะมีขนาดใหญ่กว่า JPEG แต่มีคุณภาพความคมชัดสูงกว่า
โปรแกรมที่ใช้ในการบีบอัดภาพ
เราอาจนำภาพที่บีบอัดแล้ว มาอัดซ้ำให้ได้ขนาดตามที่เราต้องการก็ได้ โดยโปรแกรมที่แนะนำให้ใช้ก็คือ Photoshop หรือ Illustrator สามารถใช้งานได้เหมือนกัน เนื่องจากว่า 2 โปรแกรมนี้มีเครื่องมือที่ทำให้การบีบอัดไฟล์ง่ายขึ้น และเปรียบเทียบการบีบอัดแต่ละชนิดได้ง่าย การบีบอัดไฟล์ JPEG โดยใช้ Photoshop
1.เปิดภาพนั้นขึ้นมาด้วยโปรแกรม Photoshop , illustrator จากนั้นไปที่ File > Save for web ดังรูป 2.จะมีหน้าต่างขึ้นมาดังรูป
3.เริ่มจากทางซ้ายมือ บนสุดเลือก 4-up เป็นการระบุหน้าที่ใช้เปรียบเทียบให้มี 4 หน้า
4.ให้เลือกหน้าใดหน้าหนึ่งใน 4 หน้า แล้ว ไปที่ ส่วนที่ใช้ปรับชนิดและคุณสมบัติต่างๆของไฟล์ มีรายละเอียดที่จำเป็นต้องทราบดังนี้
4.1.Preset เลือกชนิดของไฟล์ที่เราต้องการ ในหัวข้อนี้ก็เลือก JPEG
4.2.หัวข้อใต้ Preset ใช้เลือกคุณภาพของรูปว่าต้องการแบบได้ High , Medium , Low ยิ่งต่ำมากไฟล์ยิ่งเล็ก แต่คุณภาพของรูปก็จะลดลงไป
4.3.Quality เลือกคุณภาพของภาพ ดีสุดอยู่ที่ 100
4.4.Blur ปรับ Focus ของภาพ รูปจะดูนุ่มนวลขึ้นเมื่อปรับค่านี้
5.เราสามารถปรับขนาดของรูปได้โดยคลิกที่ image size และใส่ขนาดที่เราต้องการลงไปเพียงค่าเดียว จะ height หรือ width ก็ได้โปรแกรมจะปรับขนาดรูปตามที่เราต้องการ
6.คลิก Save ก็จะได้รูปที่ทำการบีบอัดแล้ว
หมายเหตุ การ save ไฟล์ เราจะ save ทับไฟล์เดิมหรือ save เป็นไฟล์ใหม่ก็ได้
การบีบอัดไฟล์ GIF โดยใช้ Photoshop
1.เปิดภาพนั้นขึ้นมาด้วยโปรแกรม Photoshop , illustrator จากนั้นไปที่ File > Save for web ดังรูป 2.จะมีหน้าต่างขึ้นมาดังรูป
3.เริ่มจากทางซ้ายมือ บนสุดเลือก 4-up เป็นการระบุหน้าที่ใช้เปรียบเทียบให้มี 4 หน้า
4.ให้เลือกหน้าใดหน้าหนึ่งใน 4 หน้า แล้ว ไปที่ ส่วนที่ใช้ปรับชนิดและคุณสมบัติต่างๆของไฟล์ มีรายละเอียดที่จำเป็นต้องทราบดังนี้
4.1.Preset เลือกชนิดของไฟล์ที่เราต้องการ ในหัวข้อนี้ก็เลือก GIF
4.2.Color เลือกจำนวนสีที่ใช้ในภาพ
4.3.Dither เลือกให้มีการชดเชยสี ภาพจะแสดงการไล่สีที่นุ่มนวลขึ้น
4.4.Transparency เลือกให้ไม่มีพื้นหลัง จะเห็นว่าภาพจะสีลายตารางหมากรุกด้านหลัง เพื่อเป็นการบอกว่าภาพนี้ไม่มีพื้นหลัง
5.เราสามารถปรับขนาดของรูปได้โดยคลิกที่ image size และใส่ขนาดที่เราต้องการลงไปเพียงค่าเดียว จะ height หรือ width ก็ได้โปรแกรมจะปรับขนาดรูปตามที่เราต้องการ
6.คลิก Save ก็จะได้รูปที่ทำการบีบอัดแล้ว
หมายเหตุ การ save ไฟล์ เราจะ save ทับไฟล์เดิมหรือ save เป็นไฟล์ใหม่ก็ได้
อ้างอิง http://www.hellomyweb.com/index.php/main/content/54
แสดงผลเว็บเพจของคุณใน browser Dreamweaver
ถึงแม้ว่า Dreamweaver จะแสดงผลเสมือนจริง แต่ก็ยังไม่ถูกต้องเสมอไป สุดท้ายเราก็ต้องดูผ่าน browser อยู่ดีว่าเว็บเพจที่เราเขียนนั้นเป็นอย่างไร
การแสดงผลของเว็บเพจที่เราเขียนนั้นอาจแสดงผลไม่เหมือนกันถ้าเราเปลี่ยน Browser เช่น ถ้าเราใช้ Internet Explorer อาจแสดงผลไม่ตรงกับ Firefox ก็ได้ การทำเว็บที่ดีเราควรตรวจสอบผ่าน Browser หลายๆตัว เผื่อไว้สำหรับผู้ใช้งานด้วยเมื่อเราลงโปรแกรม Dreamweaver นั้นโปรแกรมจะทำการหา Browser ในเครื่องของเราเตรียมไว้อยู่แล้วซึ่งถ้าเราต้องการจะแสดงผลหน้าเว็บเพจที่เราทำอยู่ก็สามารถ กดปุ่ม F12 ที่คีบอร์ด หรือไปที่ Document tool bar จะเห็นรูปลูกโลกเมื่อคลิกก็จะเป็นการแสดงเว็บเพจของเราใน Browser เหมือนกัน
ในกรณีที่เราต้องการตั้งค่า Browser ที่ใช้ในการแสดงผลเองก็สามารถทำได้โดยไปที่ Menu ไปที่คำว่า File > Preview in Browser > Edit browser list ก็จะมีหน้าต่างขึ้นมาดังรูปให้เราสามารถแก้ไขเพิ่ม Browser ที่ใช้ในการแสดงผลได้
ใน Dreamweaver CS3 มีการแสดงผลผ่าน Browser ของโทรศัพท์มือถีอได้ด้วยโดยสามารถดูการแสดงผลผ่านมือถือได้ โดยไปที่ File > Preview in Browser > Device Central ก็จะแสดงผลดังรูปด้านล่าง
อ้างอิง http://www.hellomyweb.com/index.php/main/content/52
Adding Meta Tags สำหรับการค้นหาของ Search Engine Dreamweaver
Search Engine เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการค้นหาเว็บไซต์ โดยเราทำการใส่คำที่ต้องการค้นหา (keywords) ลงไป Search Engine จะทำการค้นหาเว็บไซต์ที่ใกล้เคียงกับ keywords ออกมาแสดง
Search Engine ที่มีชื่อเช่น www.google.com , www.yahoo.comหลักการทำงานของ Search Engine คือจะเขียนโปรแกรมค้นหาเว็บไซต์ในอินเทอร์เนต และทำการเก็บรายละเอียดเว็บไซต์เอาไว้ในฐานข้อมูล เมื่อมีผู้ใช้บริการ Search Engine ก็จะหาเว็บไซต์ที่มีข้อมูลตรงกับฐานข้อมูลมากที่สุด
โปรแกรมที่ใช้ค้นหาเว็บไซต์ เราจะเรียกว่า bots หรืออาจมีชื่ออื่นแล้วแต่ผู้คิดค้นว่าจะตั้งให้ชื่ออะไร สิ่งที่ bots เข้ามาค้นหาในเว็บไซต์นั้นก็จะมีเนื้อหาของเว็บไซต์ , ลิงค์ต่างๆ และ Meta tags
Meta tags เป็นข้อความที่เราประกาศเอาไว้ใน Code จะไม่แสดงผลในเว็บเพจ โดยเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับเว็บไซต์ , Keywords ที่ใช้ที่เกี่ยวข้อกับเว็บไซต์ Search Engine จะทำการเก็บรายละเอียดพวกนี้ไว้อ้างอิงเว็บไซต์เรา ถ้าเราไม่เขียนก็ได้ แต่ Search Engine จะทำการหาข้อความ หรือเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ไปแทน ซึ่งอาจไม่ใช่ใจความสำคัญ หรือส่วนสำคัญของเว็บไซต์ของเราก็ได้ จะเป็นการดีมากถ้าเราสละเวลาเล็กน้อยเพื่อเขียนรายละเอียดส่วนนี้
ขั้นตอนการแทรก Meta tags ในเว็บเพจ
Meta tags ที่เราจะแทรกนั้นจะมี 2 อย่างคือ 1.Description เป็นส่วนที่ใช้บอกรายละเอียดของเว็บเพจแบบคร่าวๆ
2.Keywords เป็นส่วนที่ใช้บอก คำที่เกี่ยวข้องกับเว็บเพจหน้านี้ เป็นคำที่ใช้ในการค้นหาหน้านี้
การแทรก Meta tags ในส่วนของ Description
1.เปิดหน้าเว็บเพจที่เราต้องการแทรก Meta tags ขึ้นมา
2.ไปที่ Menu เลือก Insert > HTML > Head Tags > Description ดังรูปด้านล่าง
3.จะมีกล่องข้อความขี้นมาให้เราเขียนรายละเอียดลงไปในกล่องนั้น ใส่ได้เฉพาะตัวอักษรห้ามใส่ Code ต่างๆ จะเป็นภาษาอังกฤษ หรือไทยก็ได้
4.คลิก OK ก็จะแทรก Meta tags เรียบร้อย
การแทรก Meta tags ในส่วนของ Keywords
1.เปิดหน้าเว็บเพจที่เราต้องการแทรก Meta tags ขึ้นมา
2.ไปที่ Menu เลือก Insert > HTML > Head Tags > Keywords
3.จะมีกล่องข้อความขี้นมาให้เราเขียนรายละเอียดลงไปในกล่องนั้น การใส่ Keywords จะใส่เป็นคำและคั่นด้วย (,) เช่น สอนทำเว็บ , dreamweaver เป็นต้น
4.คลิก OK ก็จะแทรก Meta tags เรียบร้อย
อ้างอิง http://www.hellomyweb.com/index.php/main/content/51
ปรับแต่งเว็บเพจด้วย Page Properties Dreamweaver
Page propertiese สามารถทำให้เราปรับแต่งเว็บเพจของเราได้ ทั้งพื้นหลัง , ชนิดตัวอักษร , รูปแบบของ hyperlink และอื่นๆ อีกมากที่เราสามารถปรับได้ด้วยเครื่องมือนี้
การใช้งานเครื่องมือ Page Properties สามารถทำได้ดังนี้
1.เปิดเว็บเพจที่ต้องการปรับแต่ง 2.ไปที่ Menu เลือก Modify > Page Properties
3.จะมีหน้าต่างขึ้นมาดังรูปด้านล่าง
ทดลองเปลี่ยน พื้นหลัง , ชนิดของ font , สีของตัวอักษร , ระยะห่างของวัตถุกับหน้าเว็บเพจ
1.เปิดหน้าเว็บเพจที่ต้องการปรับแต่ง 2.ไปที่ Menu เลือก Modify > Page Properties
3.จะมีหน้าต่างขึ้นมาดังรูปด้านล่าง
4.ที่ categoty ทางซ้ายมือเลือก appearance จะมีหน้าจอให้ปรับดังรูป
รายละเอียดต่างๆของเครื่องมือมีดังนี้
1.Page font ใช้ปรับแต่งชนิดของ font ที่แสดงผล ด้านหลังจะมีสัญลักษณ์ B (ทำให้แสดงผลในหน้านี้เป็นตัวหนาทั้งหมด) และ I (ทำให้แสดงผลในหน้านี้เป็นตัวเอียงทั้งหมด) สามารถเลือกคลิกได้
2.Size ในช่องนี้คือขนาดของตัวอักษรที่จะแสดงในเว็บเพจ
3.Text color ใช้กำหนดสีของตัวอักษรที่จะแสดงในเว็บเพจ โดยคลิกที่กล่องสีเหลี่ยมจะมีสีให้เลือก
4.Background Color ใช้กำหนดสีพื้นหลังของเว็บเพจ โดยคลิกที่กล่องสีเหลี่ยมจะมีสีให้เลือก
5.Background image ใช้กำหนดภาพพื้นหลังของเว็บเพจ โดยคลิกที่ Browse จะมีหน้าต่างให้เลือกภาพที่จะใช้แสดงเป็นพื้นหลัง
6.Repeat ใช้กำหนดการแสดงผลของภาพพื้นหลัง โดยมีคำสั่งดังนี้
1.no-repeat ให้แสดงผลภาพพื้นหลังเพียงครั้งเดียว
2.repeat ให้แสดงผลภาพพื้นหลังซ้ำกันหลายๆครั้งจะเต็มพื้นที่เว็บเพจ
3.repeat-x ให้แสดงผลภาพพื้นหลังซ้ำกันเฉพาะในแนวนอนเท่านั้น
4.repeat-y ให้แสดงผลภาพพื้นหลังซ้ำกันเฉพาะในตั้งนอนเท่านั้น
7.Margin เป็นคำสั่งที่ใช้กำหนดระยะห่างของตัวอักษร และภาพ กับเว็บเพจ มีรายละเอียดดังนี้
1. left margin กำหนดให้วัตถุทุกอย่างห่างจากขอบเว็บเพจทางซ้ายเป็นระยะที่เรากำหนด
2. right margin กำหนดให้วัตถุทุกอย่างห่างจากขอบเว็บเพจทางขวาเป็นระยะที่เรากำหนด
3. top margin กำหนดให้วัตถุทุกอย่างห่างจากขอบเว็บเพจด้านบนเป็นระยะที่เรากำหนด
4. bottom margin กำหนดให้วัตถุทุกอย่างห่างจากขอบเว็บเพจด้านล่างเป็นระยะที่เรากำหนด
คลิกโอเค เว็บเพจก็จะปรับหน้าตามที่เราได้ตั้งไว้
เปลี่ยนสีของตัวอักษรที่เป็น Hyperlink
เราสามารถเปลี่ยนสี ขนาด การขีดเส้นใต้ ของตัวอักษรที่เป็น Hyperlink ได้ตามขั้นตอนด้านล่าง 1.เปิดหน้าเว็บเพทที่ต้องการปรับแต่ง
2.ไปที่ Menu เลือก Modify > Page Properties
3.จะมีหน้าต่างขึ้นมาดังรูปด้านล่าง
4.ที่ categoty ทางซ้ายมือเลือก link จะมีหน้าจอให้ปรับดังรูป
รายละเอียดต่างๆของเครื่องมือมีดังนี้
1. Link font เป็น font ที่จะใช้แสดงตัวอักษรที่เป็น hyperlink ด้านหลังจะมีสัญลักษณ์ B (ทำให้ตัวอักษรที่เป็น hyperlink เป็นตัวหนาทั้งหมด) และ I (ทำให้ตัวอักษรที่เป็น hyperlink เป็นตัวเอียงทั้งหมด) สามารถเลือกคลิกได้
2. Size ปรับขนาดของตัวอักษรที่เป็น hyperlink
3. การปรับสีของ hyperlink เมื่ออยู่ในสถานะต่างๆ มีรายละเอียดดังนี้
1.Link Color เป็นสีที่ใช้แสดง Hyperlink ที่เรายังไม่เคยคลิกเปิดดู
2.Visited Links เป็นสีที่ใช้แสดง Hyperlink ที่เราเคยคลิกเปิดดูแล้ว
3.Rollover Links เป็นสีที่ใช้แสดง Hyperlink เมื่อมีเมาส์วางอยู่ด้านบน
4.Active Links: เป็นสีที่ใช้แสดง Hyperlink เมื่อเราคลิกที่ hyperlink
4.ปรับการขีดเส้นใต้ของ Hyperlink มีรายละเอียดดังนี้
1.Always underline ให้แสดงเส้นใต้ในทุกกรณี
2.Never underline ไม่แสดงเส้นใต้ในทุกกรณี
3.Show underline only on rollver แสดงเส้นใต้เฉพาะตอนที่มีเมาส์อยู่ด้านบนเท่านั้น
4.Hide underline on rollver ปรกติจะแสดงเส้นใต้ แต่เมื่อเมาส์อยู่ด้านบนไม่ต้องแสดงเส้นใต้
คลิกโอเค Hyperlink ก็จะปรับหน้าตามที่เราได้ตั้งไว้
จริงแล้วการตั้ง page properties เป็นการกำหนด CSS ในเว็บเพจนั้นเองเราสามารถดูรายละเอียด CSS ที่เรากำหนดได้ที่ code หรือที่ vertical docking panel ในหัวข้อ CSS ดังรูปด้านล่าง(สามารถศึกษาเรื่อง CSS เพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ของเรา)
อ้างอิง http://www.hellomyweb.com/index.php/main/content/50
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)